บทความ

Chawannud
ทำไงดี ยังร้องไห้อยู่เลย แม้ไม่ไป รร

by Chawannud on Jun 28, 2013

จาก มอ สี่ ถึงปัจจุบัน 
ฝ่ากำแพงสูง แต่ยังร้องไห้อยู่

นึกขึ้นมาได้ว่า อย่านึกถึงเด็กเล็กๆเลย เมื่อฉันอายุ สิบสี่ จากบ้านในอำเภอกันตัง อำเภอเล็กที่ฉันอยู่กับพ่อแม่ นอนกับพี่เลี้ยง ปั่นจักรยานไป รร แต่เรื่องเสื้อผ้า กางเกงชั้นใน อื่นๆ อาหาร การกินไม่ต้องวอรี่ พอ มอ สี่ ฉันต้องมาอยู่หาดใหญ่กะญาติ และดันสอบเข้า รร ชื่อดัง ญว ที่อยู่ใกล้บ้านญาติไม่ได้ ฉันเลยต้องตื่นแต่ตีห้า เดินฝ่ากองขนไก่ ขยะเน่าเหม็นในซอยหลัง รร เปรสสิเดนท์ ไปหอนาฬิกา ซึ่งก็ไกลพอควร พร้อมกระเป๋า บางครั้งอุปกรณ์ที่หนักอึ้ง รอรถเมล์โพธิ์ทอง ไปเรียนที่จัหวัดสงขลา ห่างไปอีกยี่สิบกว่าโล ที่ นร รร อื่น ก็เบียดเสียด เต็มมาตั้งแต่ต้นทางแล้ว ต้องยืนจนถึง รร หนำซ้ำ ไป รร สาย ก็โดนตีอีก เพราะหากรถแน่นมาก ฉันต้องมารถคันถัดมา เจอครูถือไม้เรียวรอหน้า รร
ที่ รร วฉ ที่ลูกสาวเรียนขณะนี้ ฉันไม่มีเพื่อนเลย มาได้เพื่อนตอน รร จัดค่ายให้ก่อนเปิดเรียน แต่ที่หนักๆก็คือ ต้องซักทุกอย่างเอง แล้วก็งานรีดนี่สิ ฉันโดนเพื่อนล้อ เพราะกระโปรง เสื้อฉันมีหลายกลีบมาก ตื่นมาตอนเช้า ก็กินมาม่าเคล้าน้ำตา ไม่มีใครทำให้ หลังๆ ก้ไม่กินข้าวเช้ามั้ง ใหม่ๆ แม่มาเยี่ยม เสาร์เว้นเสาร์ จำได้ว่า ฉันกลับไปบ้านที่ตรัง ร้องไห้ว่าจะกลับมาเรียนที่ รร วิเชียรฯแล้ว พ่อแม่ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ถามและฟัง อย่างไรก็ตามท่านก็ไปส่งฉันที่คิวรถกลับมาหาดใหญ่ จำได้ว่าร้องตอนเย็นๆ ด้วยความรู้สึกเหงาๆ ที่เคยมี่คนอยู่รอบๆ ฉันอยู่ในห้องทำการบ้านคนเดียว การบ้านก็เยอะ ยาก 

ผ่านไปปีที่สอง ฉันมาอยู่สงขลากับลูกลุง เหมือนอยู่คนเดียว เพราะบางทีก็ไปค้างที่อื่น แต่ฉันก็ไม่เหงาแล้ว อยู่ห้องเช่า ดูทีวี ทำการบ้าน แต่ก็บอกกะตัวเองว่า ไม่มาอยู่สงขลาอีกแล้ว ชีวิตนี้ เอ็นท์ติดไปเชียงใหม่โน่นเลย ตอน มอ หก แม่ต้องโทรมาตามให้กลับบ้าน จากที่ เมื่อมีเวลาว่าง ฉันจะกลับบ้านถี่มาก

ไปอยู่เชียงใหม่ ฉันต้องจับคู่กะรูมเมทอีกสองคนที่ต่างคณะ ต่างชั้นปี แต่ก็มานอนร่วมห้องหอพักมหาลัย ไม่ใหญ่มาก กันสี่ปีใน มช ฉันชิลล์ๆมาก ในขณะที่เพื่อนๆปีหนึ่ง กระจองอแง บางคนอยู่ไม่ได้ค้องกลับบ้าน หรือเอนท์ใหม่ ฉันบอกพ่อว่า ไม่ต้องห่วง ไม่คิดถึงบ้านเลย พ่อชักใจเสีย ว่าทำไมฉันพูดตรงแบบนั้น

ใหม่ๆฉันก็เคืองๆเหมือนกันว่า ฉันต้องลำบาก ลำบนกว่าชาวบ้าน แต่ตอนหลังต้องขอบคุณกำแพงที่พ่อแม่ก่อให้ ฉันปีนป่าย เข้มแข็ง ปีนรั้ว รร และหอหญิงสนุกไปเลย แถมเจออีกกำแพงหนึ่ง คือการเรียนในเมเจอร์อังกฤษ ที่เด็กหัวปานกลาง ข้างต่ำ บ้านนอก เกือบโดนไทร์ แต่ฉันรับรู้ได้ถึงความรักของพ่อแม่ จึงตั้งคำถามกะตัวเองว่า จะปล่อยชีวิตแบบนี้เหรอ คราวนี้ฉันกระโดดข้ามกำแพง ได้ทอปในวิชาหิน ครูหิน ตอนปีสาม และฉันก็รู้ว่า ไม่มีอะไรที่ำไม่ได้หากตั้งใจ กลายเป็นมั่นใจเกินขอบเขตในบางครั้ง

จากกำแพงอันเล็ก ไปอันแล้ว อันเล่า เมือ่ฉันต้องไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวก็ร้องอีก ป่วยกินอาหารไม่ได้ พ่อไม่ได้สมน้ำหน้า แต่บอกว่า ฉันเลือกเอง แต่พอจะกลับก็ไม่อยากกลับ

ต้องขอบคุณนะ ชีวิตที่ไม่เรียบเสมอ ทุกวันนี้ ฉันก็ยังร้องไห้อยู่นะ แต่ก็รู้ว่าอารมณ์พวกนี้อยู่ไม่นาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ยังไม่ถึงขั้นที่ดับได้ทันที แต่ก็เห็นว่ามันคือความจริง ก็ร้องบ้างไม่ร้องบ้าง นับประสาอะไรกับการร้องไห้ของเด็กเล็กๆ เพราะผู้ใหญ่ก็ยังเป็น ใครไม่ร้องไห้แล้วบ้าง ยกมือขึ้น

Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง