บทความ

Patai
ถ้าผมแนะนำหนังสือเลี้ยงลูกได้เพียงหนึ่งเล่มผมจะแนะนำหนังสือสองเล่มนี้

by Patai on Mar 06, 2014

เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างที่อ่านหนังสือ พ่อแม่เต๋าเต๋อจิง ผมเกิดความคิดในหัวว่าหนังสือเล่มนี้ดีจริง ๆ  ถ้าแนะนำหนังสือเลี้ยงลูกได้เล่มเดียวจะแนะนำเล่มนี้ สักพักสมองก็คิดต่อว่าจริงหรือพอแล้วหรือ.......คำตอบก็คือไม่น่าจะพอนะ ทำให้ได้มาอีกเล่มหนึ่งคือ “How To Talk So Kids Will Listen & Listen So Kids Will Talk“ (ต่อไปขอเรียกว่า How To Talk So Kids Will Listen)

    

 
ในความรู้สึกผมหนังสือสองเล่มนี้เหมือนยินกับหยาง เหมือนความฝันกับความจริงที่เกื้อกูลกัน เล่มหนึ่งกล่าวถึงปรัชญา นามธรรม อีกเล่มหนึ่งแนะลงไปถึงรายละเอียดในการปฏิบัติต่อลูก แต่ทั้งสองมีแกนกลางที่ผสมกลมกลืนสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

ในมุมมองของผม "พ่อ แม่ เต้า เต๋อ จิง" เป็นคำแนะนำเชิงปรัชญา ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนอ่านแล้วจะเข้าใจหรือเทียบเคียงกับประสบการณ์ชีวิตของตัวเองได้หมด มีบางบทที่อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง (ซึ่งอาจจะถึงบางอ้อในวันข้างหน้า) แต่บางบทเราสามารถนึกออกถึงประสบการณ์ตรงที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรากับลูกได้เลย และผมยังเชื่อว่ามีบางบทที่เราสามารถตีความผิด !!! ผมเชื่อว่าแต่ละคนก็เข้าถึงแต่ละบทไม่เหมือนกันขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญก็คือ หนังสือเล่มนี้ช่วยปลดเปลื้องความกังวลใจ ความกลัว และความกดดันต่าง ๆ ที่เราได้รับมาจากหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกเล่มอื่น ๆ โดยเฉพาะเล่มที่มีคำว่า “ฉลาด” “เก่ง” “ดี” “อัจฉริยะ”อยู่ในชื่อหนังสือ เหมือนช่วยปรับสมดุลของเราอีกครั้งหนึ่ง ให้เราวางใจในลูก วางใจในตัวเอง ยอมรับอารมณ์โกรธของตัวเอง ยอบรับความไม่สมบูรณ์ของเราและลูก และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างที่เป็นไปกับลูก


อันนี้เป็นบทที่ผมชอบเป็นพิเศษ แต่จริง ๆ ก็ชอบหลาย ๆ บทจนแทบจะถ่ายมาแนะนำกัน 70 – 80% ของหนังสือเลย 




สำหรับอีกเล่มหนึ่งที่ผมเปรียบว่าถ้า "พ่อ แม่ เต้า เต๋อ จิง" เป็นความฝัน หนังสือ “How To Talk So Kids Will Listen” ก็คือความจริง เพราะหนังสือมีลักษณะเป็นคู่มือ ยกตัวอย่างสถานการณ์ต่าง ๆ บอกถึงรายละเอียดว่าควรจะรับมือยังไง พูดแบบไหน แสดงท่าทีอย่างไร ถึงขนาดมีแบบฝึกหัดให้ทำกันเชียว มีบทสทนาในรูปแบบการ์ตูน ทำให้เราเข้าใจ อารมณ์ความนึกคิดของลูก วิธีรับมือด้วยการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนคำนึงถึงใจเขาใจเรา และนำพาไปสู่การปรับพฤติกรรมด้วยความเข้าใจ แต่ทั้งหมดทั้งปวงเมื่อเจอสถานการณ์จริงเราก็ต้องเอาไปรับใช้เองให้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ชีวิตประจำวันระหว่างเรากับลูกราบรื่นขึ้นมาก
 
ส่วนตัวผมได้อ่านเล่ม “How To Talk So Kids Will Listen” ก่อน ถ้าให้เลือกเล่มเดียวผมอาจจะโน้มเอียงที่จะเลือกเล่มนี้ก่อนเพราะใช้งานเฉพาะหน้าในชีวิตประจำวันได้เลย แต่สำหรับ "พ่อ แม่ เต้า เต๋อ จิง" ผมคิดว่าดีในระยะยาว (ทั้ง ๆ ที่หนังสือสั้น) อย่างที่เล่าคือช่วยปลดเปลื้องความกดดันและความเครียดต่าง ๆ ที่สะสมในการดูแลลูกได้เป็นอย่างดี และคงได้หยิบมาอ่านเตือนตัวเองบ่อย ๆ

คิดว่า หลาย ๆ คนคงอ่านหนังสือมากกว่านี้อยู่แล้ว แต่สำหรับผมถ้าจะเริ่มต้นใหม่เหมือนไม่เคยอ่านหนังสือเลี้ยงลูกเลย ขอให้ตัวเองไม่พลาด 2 เล่มนี้ครับ และเอาเข้าจริง ๆ แล้วผมว่าหนังสือสองเล่มเป็นหนังสือที่ไม่ได้ใช้กับลูกหรือเด็ก ๆ เท่านั้นแต่เป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองและคนอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้การสื่อสารของเราชัดเจนขึ้น

***************************************

รายละเอียดหนังสือ 

1)  "พ่อ แม่ เต้า เต๋อ จิง" คำสอนเก่าแก่สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ เขียนโดย วิลเลียม มาร์ติน แปลโดย ถิง ชู และ วิจักขณ์ พานิช  สำหนักพิมพ์ปลากระโดด สามารถสั่งซื้อได้กับสำนักพิมพ์ที่ https://www.facebook.com/JumpingfishBooks หรืออีเมล์ jumpingfishbooks@gmail.com

2) หนังสืออีกเล่มคือ “How To Talk So Kids Will Listen & Listen So Kids Will Talk“ มีแปลเป็นไทยในชื่อ “พูดกับลูกอยางไร ใหเขายอมรับ... ฟงลูกพูดอยางไร ใหเขาไวใจ” โดย สำนักพิมพ์ บี มีเดีย (http://www.beemedia.co.th/)

อ่านสาระสำคัญของหนังสือได้จาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ginn-pynn&month=02-2006&date=01&group=6&gblog=4

อันนี้สำนักพิมพ์ทำไฟล์ตัวอย่างหนังสืออีกเล่มของผู้เขียนคนเดียวกันไว้ให้ลองอ่านด้วยครับ เล่มนี้เน้นสำหรับผู้สอนเด็ก

http://www.beemedia.co.th/images/catalog_images/howtotalkcan_learnv9p78only.indd.pdf


Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง