นำทางบันทึก : the ghost of Karl marx (Thai)
ฉันคือ Karl Marx... ฉันกำลังทำอะไรอยู่ใค้ผ้าไบนี้น่ะเหรอ? เรื่องมันยาวน่ะ- มันคือเรื่องของการสู้รบระหว่างชนชั้น เรื่องไม่ได้ยาวอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าด้วย. แต่พวกเราจะพยายามทำให้เรื่องนี้จบลงด้วยความสุข กับผลรับที่น่ายินดี!
gluten tag! เป็นวันที่ดีนะ!! ไม่ต้องกลัวมันก็แค่ผ้าใบฉันชื่อ Karl Marx. ฉันไม่ใช่คนหนุ่มสาวหรอกนะ ในไม่ช้าฉันจะฉลองวันเกิด 200th ของฉัน! แต่อย่าคิดว่าฉันตายเพื่อร่อนไปมาเหมือนผี! อย่าไปเชื่อพวกที่ชอบพูดเรื่องนี้และชอบย้ำมัน มันคือฉันเอง เลือดเนื้อทั้งหมดของฉันส่อนอยู่ไต้ผ้าไบนี้! ผ้าไบอันนี้แค่เอาไว้หลอกพวกที่ตามล่าฉันเพื่อรางวัล!
 
เพราะงั้นฉันเลยต้องหนีเหมือนกระต่ายที่ทิ้งโพรงของเขาเพราะถูกหมาไล่ตาม จากเบอร์ลินไปปารีสจากปารีสไปบรัสเซลส์จากบรัสเซลส์ไปลอนดอนต้องคอยหนีจากการไล่ล่า ในปัจจุบันผ้าไบอันนี้ส่วนใหญ่จะเอาไว้ใช้หลอกพวกเขาเดี่ยวพวกคุณก็จะได้เห็น! พวกเขาคิดว่าฉันตายแล้วและกลัววิญญาณของฉัน...
 
ฉันกำลังทำอะไรอยู่ไต้ผ้าไบนี้น่ะเหรอ? อืมมันเรื่องมันยาวน่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะการต่อสู้ระหว่างชนชั้น. เป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่พวกเราจะพยายามทำให้จบลงด้วยความสุข กับผลรับที่น่ายินดี ไม่งั้นสิ่งที่พวกเราทำลงไปจะมีความหมายอะไร ถ้าเราไม่สามาถรทำให้พวกเขามีความสุขได้!
 
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ก่อนวันเกิดฉันไม่นานในภูมิภาค Silesia ภูมิภาคในเยอรมันนีบ้านเกิดของฉัน. ครอบครัวชาวนายากจนใน Silesia ที่หลบหนีจากการปกครองของลอร์ดที่ขี้เกียจและโลภมากมาทำฟาร์มของตัว และวันหนึ่งพวกเขาก็ไปที่เมืองเพื่อขายข้าวสาลี. พ่อค้าก็บอกพวกเขาว่า:
 
"ข้าวสาลีของพวกคุณแพงเกินไป! ฟาร์มเมอร์แห่ง Westphalia ที่ใช้เครื่องทำสวนรุ่นใหม่ขายให้ฉันถูกกว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฉันจะซื้อจากพวกเขาไม่ซื้อจากคุณแล้ว! อย่ามามองหน้าฉันแบบนั้นมันไม่ใช่ความผิดของฉัน นี่คือกฎของตลาด!"
 
ชาวนาแห่ง Silesia กลับบ้านไปด้วยความโกรธแค้น ไม่กี่เดือนต่อมาพวกเขาต้องกินข้าวทั้งหมดของเขา. และหนึ่งปีหลังจากนั้นพวกเขาก็เลยต้องขายบ้าน เมื่อผู้รับเหมามาถึงเพื่อซื้อบ้านเขาก็บอกพวกเขาว่า:
 
"บ้านของพวกคุณแพงเกินไป! ฟาร์มเมอร์แห่ง Pomeranian ที่ได้ทิ้งไร่ของพวกเขาขายบ้านให้ฉันถูกกว่า มีอะไรอีกไม่มีใครอยากได้กระท่อมเล็กๆแบบนี้หรอก! เอาเศษเหรียญพวกนี้สำหรับค่าบ้านไปและไปหางานทำในเมือง! แล้วก็อย่ามองฉันแบบนั้นมันไม่ใช่ความผิดของฉันมันคือกฎเกณฑ์ของตลาด!"
 
ชาวนาแห่ง Silesia ก็ได้ไปที่เมือง ไม่ช้าก็เร็วเกือบทุกคนต้องจบลงที่เมือง พวกเขาแทบจะไม่เป็นเจ้าของอะไรเลย แทบจะไม่ได้นำอะไรมาเลยนอกจากเสื้อผ้า,เฟอร์นิเจอร์ที่มีเพียงนิดหน่อยกับที่ทอผ้าเก่าๆที่พวกเขาใช้ทำเสื้อผ้าและผืนผ้าจากลินินหรือฝ้าย.
 
และนี่คือชีวิตในเมือง พวกเขากลายเป็น นักทอผ้าหรือที่จริงแล้วก็คือผู้ผลืตเสื้อผ้านั่นเอง ทั้งวันทั้งคืนพวกเค้าทอผ้าและก็ทอผ้า เดือนปีผ่านไป ทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว มีหลังคาคุ้มหัว ซื้อเฟอร์นิเจอร์ และไม่ละทิ้งความหวัง.
และวันที่ดีวันหนึ่งจู่ๆ พ่อค้าขายเสื้อผ้าที่พวกเขาขายผ้าให้ ก็บอกว่า:
 
"เสื้อผ้าของพวกคุณแพงเกินไป! ที่โรงงานเสื้อผ้าแห่ง Franconia ขายผ้าของพวกเขาให้ฉันถูกกว่า! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฉันจะซื้อจากพวกเขาไม่ซื้อของคุณแล้ว. เพื่อตัวคุณเอง ไปของานที่โรงงานเถอะ แล้วก็อย่ามองฉันแบบนั้น ฉันไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาของคุณ นี่คือความยากลำบากที่แท้จริงของตลาด"
 
ในความสิ้นหวัง ช่างทอผ้าแห่ง silesia ไปโรงงานเสื้อผ้า เมื่อพวกเขามาถึงพวกเขาก็เห็นฝูงชนจำนวนมากข้างหน้าอาคาร
ชาวนาเหมือนพวกเขาที่ถูกบังขับให้ทิ้งแผ่นดินมา,ช่างฝีมือที่ถูกทำลายอาชีพโดยโรงงาน,คนหนุ่มสาวที่ใช้ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่น้อยนิดอย่างเปล่าประโยชน์,และแม้แต่พ่อค้ารายย่อยที่ไม่เข้าใจกฎของตลาด.
ทุกคนมาที่นี่ทำให้เกิดการขยายโหญ่โตของชนชั้นแรงงานที่เรียกว่าชนชั้นกรรมชีพ คนพวกนี้ไม่เหลืออะไรไว้ใช้ทำงานเลย นอกจากแรงกาย
 
หัวหน้าคนงานผู้รับผิดชอบการจ้างงานยืนต่อหน้าพวกเขาบนแท่น
เขากล่าวด้วยเสียงอันทรงพลังและมั่นใจในตัวเองว่า:

"ที่นี่มีคนงานมากเกินไป เราไม่ต้องการคนงานทั้งหมดนี้ เราจะจ้างเฉพาะผู้ที่จะทำงานโดยรับค่าจ้างต่ำสุดได้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเราจะรับแค่พวกนั้น ไม่รับหมดทุกคน ไปยื่นข้อเสนอมา แล้วก็อย่ามองฉันแบบนั้นมันไม่ใช่ความผิดของฉัน นี่แหละกลไกลตลาด"
 
คนงานคนแรกที่ค่อนข้างแก่เสนอค้าจ้างที่ต่ำมากสำหรับกำลังที่น้อยของเขา,คนงานคนที่สองชายหนุ่มที่แข็งแรงกว่าแต่อดอยาก และเขาก็ได้เสนอค้าจ้างที่ต่ำอย่างน่าขัน และคนงานคนที่สามพาเด็กๆของเขาไปข้างหน้าและบอกว่าเขาไม่คิดเงิน ในฐานะคนงานเสริม ถ้าพวกคุณจ้างเรา.
มันคือการแข่งขันว่าใครจะทำงานมากที่สุดเพื่อค่าจ้างต่ำสุด!
 
ตอนนี้คือตอนที่ช่างทอผ้าเบื่อหน่าย
พวกเขาพอแล้วสำหรับการตลาดนี้ พวกเขาไม่รู้อะไรเลย แต่เหมือนมีนักมายากลที่ปลุกความโกรธของนรก ขโมยไร่ของพวกเขา,บ้านของพวกเขา,งานของพวกเขา,และตอนนี้อยากจะขโมยร่างของพวกเขา,และแรงกายของพวกเขา. เขาไม่รู้ว่าควรจะต่อต้านใคร พวกเขาจึงต้องเปิดศึก พวกเขาตัดสินใจที่จะเอาแท่นของหัวหน้าคนงานที่กลัวและวิ่งหนีไป ออกก่อนเป็นสิ่งแรก. หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าไปที่โรงงานผลิตเสื้อผ้า ทำลายเครื่องจักรผลิตเสื้อผ้าราคาถูกที่ทำให้พวกเขาไร้ประโยชน์ พวกเขาจุดไฟเผาเสื้อผ้าด้วยความโกรธแค้น ในตอนที่ประกายไฟล่องลอยในอากาศช่างทอผ้าได้ตระหนักว่าพวกเขาถูกล้อมอย่างสมบูรณ์โดยพวกทหารด้วยปืนที่ชี้ไปที่พวกเขา.
 
หัวหน้าคนงานวิ่งไปแจ้งแก่หัวหน้าผู้ที่แจ้งกับผู้จัดการผู้ที่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่ตรงดิ่งไปหากษัตริย์เพื่อแจ้งด้วยตนเอง และกษัตริย์ก็ได้บอกว่า:
 
"เจ้าพวกนักทอผ้ากระจ้อยร่อย คนขายผ้าทอมืออยากจะทำลายโรงงานที่ไม่ใช่ของตัวเอง พวกเขาท้าเรา ฉันหมายถึงอะไรน่ะเหรอ? พวกเขาละเมิดสิทธิซึ่งเป็นรากฐานของสังคมสมัยใหม่ของเรา รูปแบบการตลาดของเรา! เราต้องหยุดพวกเขา! สั่งกองทัพทหารของเราให้ไล่พวกกบฏไปหรือจับกุมพวกมัน และถ้าพวกมันปฏิเสธที่จหยุด บอกพวกมันด้วยว่านี่ไม่ใช่แค่คำสั่งจากพระราชาแต่เป็นไปตามตลาดเองด้วย"
 
และแล้วเหล่าทหารก็ได้ไปล้อมรอบโรงงานด้วยกฎของตลาดและทรัพย์สินส่วนตัว เมื่อเหล่านักทอผ้าเห็นอย่างนี้ก็ได้เริ่มความรุนแรง นักทอผ้าได้เริ่มต่อต้านเหล่าทหารและกลไกลของตลาด มีคนที่เราไม่เห็นได้รับผลประโยชน์จากการเอาเปรียบเหล่าชาวนา,นักทอผ้า,คนอื่นๆอีกมากมาย ใครกันที่ให้ทหารมาเป็นตัวแทนของพวกเขา?? นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นของการเกิดขึ้นในการสู้รบระหว่างชนชั้น: ไม่มีใครที่รู้ว่าใครที่เราควรจะสู้ด้วยใครที่เราต้องสู้ให้ชนะ หลายครั้งที่...ผิดคน
 
ฉัน karl marx นักปรัชญาเด็กที่เพิ่งมาถึงเมืองนี้ไกล้กับโรงงานนั้นในเช้านั้น ฉันจึงได้เห็นเหล่านักทอผ้าที่ได้ล้มลงโดบยกระสุนของพวกทหาร
 
หลังจากได้เอาที่ดิน,บ้านของพวกเขาไปก็ได้ทำลายสิ่งที่พวกเขามีและเอาเปรียบพวกเขา เรื่องนี้ก็ได้จบลงโดยเอาชีวิตของพวกเขาไป
 
หลังจากที่ฉันได้เห็นฉากที่น่าเศร้านี้ฉันก็ได้สัญญากับตัวเองเหมือนกับนักปรัชญา Immanuel kant, "ฉันสัญญาที่จะอุทิศทั้งชีวิตของฉันเพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้รับความเป็นมนุษย์มากกว่านี้ ไม่ให้มีใครโดนหมิ่น, การจับทาส, และการทิ้งคนที่ต่ำกว่าค่านิยม"
 
ฉันสาบานว่าจะหาตลาดนักมายากลที่โหดเหี้ยมนั้นให้เจอและกำจัดมันให้ได้ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพื่อชีวิตที่ดีของทุกคน ฉันจะไม่ลืมสัญญานี้เด็ดขาด ฉันคว้าผ้าใบที่ร่วงหล่นลงพื้นในการสู้ที่ไม่ยุติธรรมครั้งนี้ ผ้าใบที่ทำขึ้นโดยนักทอผ้าแห่ง Silesia! ฉันเอามันไปกับฉันเพื่อที่ฉันจะได้ไม่ลืมพวกเขา ในวันนี้ฉันได้เอาไว้ใช้ซ่อนข้างในตอนที่ฉันถูกไล่ หรือไว้ใช้หลอกพวกที่ตามล่าฉัน
 
ในตอนนี้คุณก็ได้รู้เรื่องราวที่น่าเศร้าของนักทอผ้าแห่ง Silesian แล้ว, ตัวอย่างที่น่าเศร้าของการสู้รบระหว่างชนชั้น มาทำให้ได้รับผลรับที่น่ายินดี ทำให้เรื่องนี้จบลงแบบ happy ending ดีกว่า! เรามาทำอะไรสักอย่างกับตลาดนี้กันเถอะ!
 
แต่เราควรทำอะไรล่ะ? และยิ่งไปกว่านั้นเราต้องเริ่มจากตรงไหนกัน? เอาล่ะไปเดินดูรอบๆตลาดกันเถอะ อ่อหมายถึงตลาดจริงๆน่ะ
ที่ตลาดในงานเทศกาลที่สแควร์ คุณสามาถรหาทุกอย่างได้ที่นั้น ตัวอย่างเช่น: ปลา,เนื้อ,ผลไม้ และผัก,เฟอร์นิเจอร์และของเล่น แน่นอนตลาดอันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราตามหา แต่เนื่องจากเราใช้คำเดียวกันตลาดหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆวันศุกร์ในเทศกาลที่สแควร์ ที่ดูไม่มีความผิดอะไรแต่กลไกลของตลาดต่างหากที่โขมยที่ดิน,บ้าน,การจับทาส,และฆ่านักทอผ้าแห่ง Silesian มันต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันแน่ และฉันเชื่อว่าฉันหาเจอแล้ว!
 
ขณะที่นั่งอยู่ตรงชายคาร้านนายทุนก็จิบกาแฟของเขา
เขาดู งดงาม,สุภาพ,และใจดี บางคนบอกว่าหัวใจของเขานั้นทำจากทอง เหมือนกับนาฬีกาข้อมือของเขา
ฉันอยากจะเชื่อว่านั้นจริง แต่มันซับซ้อนกว่านั้นถ้ามีเรื่องตลาดเข้ามา
 
สำหรับตอนนี้ปล่อยนายทุนเขานั่งจิบกาแฟขอวเขาให้เสร็จก่อนเถอะ แล้วเดี่ยวเราค่อยกลับมาหาเขาทีหลัง
 
เอาล่ะคุณเห็นอะไรในตลาดนี้? กองสต็อกสินค้า นั้นคือสิ่งที่คุณเห็น
สินค้าทุกชิ้นมีหน้าที่ของมันเอง สิ่งของต่างๆจะมีมูลค่าตามจำนวนคนใช้: ผลไม้และผัก,เนื้อและปลา ได้มีไว้เพื่อกิน... หรือนั้นก็คือสิ่งที่มันทำได้ดีที่สุด
เก้าอี้หวายมีไว้นั่ง นั้นคือประโยชน์ของมัน
ของเล่นเอาไว้เล่น
สินค้าทั้งหมดนี้มีมูลค่าต่างกัน บางครั้งพวกมันก็ยากที่จะเปรียบเทียบ
แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อ สามาถรเล่นได้ แต่มันอยู่ได้ไม่นานหรอก
คุณสามาถรลองกินของเล่นได้แต่มันไม่ได้มีไว้เพื่อกินหรอก มันอาจทำให้ฟันคุณหักได้! ของทุกอย่างวิธีใช้มันต่างกันมาก
แม้ว่าเราอะเรียกของพวกนี้ทั้งหมดแต่ก็ใช่ว่าวิธีใช้จะเหมือนกันทั้งหมด แต่เพราะมันเอาไว้ขาย
 
ถ้าคุณลองเดินเข้าไปไกล้ๆสินค้าคุณก็จะเห็นว่าสินค้าทุกอันมีราคาติดอยู่
ตัวอย่างเช่น มันฝรั่ง 1 กิโลฯราคา 1 เหรียญ,ของเล่นชิ้นนี้ 10 เหรียญ,เก้าอี้หวาย 50 เหรียญ แต่ อะไรคือราคาล่ะ?
 
มันคือจำนวนเงินที่แน่นอน พวกเราต้องเผยความลับอันลึกลับของตลาด!
พยายามจำให้ได้: เงินคืออะไร? เหรียญและแบ้งค์ ทำจากโลหะล้ำค่า หรือง่ายๆก็กระดาษ
โลหะกับกระดาษนั้นไร้ประโยชน์ยกเว้นเอาไว้ซื้อของ(มันไม่มีค่ายกเว้นตอนที่คุณใช้ซื้อของ)
 
ต้องมีใครสักคนเคนบอกคุณมาก่อนว่าเราไม่ควรเล่นกับเงิน หรือ"โยนมันออกไปนแกหน้าต่าง"
มันเอาไว้ใช้ซื้อสินค้า
และเงินสามาถรซื้อของได้หลายอย่าง: มันฝรั่ง,ของเล่น,หรือเก้าอี้
เงินคือสิ่งที่ทั่วโลกใช้สำหรับซื้อสินค้าทุกชิ้น
งานเทศกาลที่สแควร์ตลาดคือที่ที่เงินได้มีการแลกเปลี่ยนกับสินค้า
สำหรับฉันเหมือนกับว่าคุณได้เข้าใจเรื่องนี้แล้วนะ!
 
หลังจากที่เราพูดมาทั้งหมดนี้เราก็ยังไม่ทำให้เรารู้เลยว่าราคาของสินค้าแต่ล่ะอันราคาเท่าไหร่?
ทำไมมันฝรั่ง 1 กิโลฯถึงราคา 1 เหรียญ และทำไมเก้าอี้หวายตัวเดียสถึงราคา 50 เหรียญ? อะไรคือสิ่งที่ตั้งราคาขึ้นมา ตอนที่เราต้องการมันหรอ? ถ้านั้นคือสาเหตุราคาของสินค้าคงจะขึ้นๆลงๆตลอด
ยกตัวอย่างเช่น แฮมเบอเกอร์,เนื้อ สำคัญมากกว่าเก้าอี้หวายหลายพันเท่าสำหรับสำหรับคนที่หิวอยู่ ของเล่นมีค่ามากกว่ามันฝรั่ง 1 กิโลฯพันเท่าสำหรับเด็ก ไม่, ราคาของสินค้าไม่สามาถรขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันบ่อยแค่ไหน
 
มันขึ้นอยู่กับเวลาการทำหรือจำนวนคนทำรึเปล่า? นี่แหละคือสิ่งที่ฉันเรียกว่า ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน(labor theory of value) :ราคาของสินค้าแต่ล่ะชิ้น,และอื่นๆ โดยทั่วไปพูด,แลกเปลี่ยนของที่มูลค่าเท่ากัน,สะท้อนถึงจำนวนแรงงานที่จำเป็นในการผลิต
 
หน้าตาของตลาดในเทศกาลแสควร์ได้เปลี่ยนไปแบบแปลกๆ: มีบางคนไม่ได้แค่ขายสินค้าเพื่อเงินเท่านั้น, แต่เท่ากับจำนวนแรงงานที่แน่นอน, นำเสนออีกครั้งโดยเงิน, เพื่อนสิ่งที่มีมูลค่าเท่ากัน, นำเสนออีกครั้งโดยสินค้า
ตลาดที่เราพยายามเข้าใจขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแรงงานทาสโดยตรง หรือที่เรียกว่า โหมดการผลิต(modes of production)
เอาล่ะพวกเราควรปล่อยตลาดในเทศกาลแสควร์ที่ที่มีของขายแล้วและไปเยี่ยมโรงงานที่ผลิตของพวกนี้กัน
 
เฮ้ดูสิ นายทุนดื่มกาแฟเสร็จแล้วล่ะและเขากำลังตรงไปที่โรงงานของเขา ตามเขาไปกันเถอะ!
 
ตอนนี้เราอยู่ที่ออฟฟิสในโรงงานของนายทุนแล้ว ที่นี่คือที่ที่นายทุนได้เจอกับคนงานที่หัวหน้าคนงานได้หามาอย่างระมัดระวัง
พวกเขาทำงานด้วยค่าจ้างที่น้อยที่สุด
เหล่าคนงานที่ต้องเซ็นสัญญาจ้างมาแล้ว
มาฟังพวกเขากันเถอะ นี่เรียกว่าการ"เจรจา"แต่เดี่ยวคุณก็ได้เห็นในเคสนี้มีคนนึงที่ไม่ได้"เจรจา"จริงๆ:นายทุนวางเงื่อนไขเอง
 
"คุณนายทุน คุณต้องช่วยผม!"คนงานได้พูดขึ้น"ผมรับงานนี้ในค่าจ้างที่ต่ำสุดเพราะตอนนี้ผมต้องการเงินไม่วาาจะต้องทำยังไง ภรรยาของผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง และลูกของพวกเรากำลังหิว ผมได้เจรจากับหัวหน้าคนงานแล้ว แต่ผมต้องการค่าจ้างล่วงหน้าเล็กน้อย ผมไหว้คุณล่ะขอร้อง!"
 
"แต่คนงานที่น่ารักของผม" นายทุนได้ตอบ "คุฌไม่สามาถรแหกกฎของตลาดได้หรอก ถ้าคุณไม่สามาถรเลี้ยงพวกเขาได้ คุณจะมีลูกทำไม? มันไปความผิดของผมหรอที่ทำให้คุณอยู่ในสถานการณ์นี้? ผมพูดถูกใช่ไหม?"
 
"ทุกอย่างกำลังไปได้ดีจนถึงตอนนี้ ผมได้เป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆอันนึง ผมขายเก้าอี้ฟางที่ผมทำด้วยตัวเอง แต่โรงงานผลิตเก้าอี้ได้ทำลายผมโดยการขายเก้าอี้ในราคาที่ต่ำกว่า!"
 
อะไรคือปัญหาของคุณ? นี่คือกฎของตลาด...
เอาล่ะให้ผมได้อธิบายบางอย่างให้คุณเถอะ ปู่ของผมเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ เหมือนกับคุณ
แต่เขาสนใจเกี่ยวกับวิธีการผลิตมากๆ
ในตอนนั้นเขาทำและขายเข็มกลัด คนงานของเขาเชี่ยวชาญด้านนี้มากๆ: เขาต้องนำแกนลวดมา, ดึงลวดออกมาให้ได้ความยาวที่พอดี, ทำให้มันตรง, ตัดมัน , ทำปลายให้แหลม, และทำให้ปลายตรงอื่นแบน และทำสิ่งที่เรียกว่าหัวของเข็มกลัด
การทำทั้งหมดนี้ใช้เวลานานมาก สำหรับเขาที่ทำคนเดียวเขาตั้งเป้าไว้ว่าต้องทำเข็มกลัด 20 อันต่อวัน และคนงานของเขาทำน้อยกว่าอีก
 
แต่ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่างานนี้สามาถรทำได้เป็นขั้นตอน เพื่อประหยัดเวลาและเงินด้วย
 
คนงานทุกคนได้รับมอบหมายงานตามนี้: คนงานคนหนึ่งดึงลวดออกมาจากแกน, อีกคนทำให้มันตรง, คนที่สามตัดมัน, คนที่สี่ทำปลายให้แหลม, คนที่ห้าได้รับมอบหมายให้ทำปลายตรงอื่นให้แบน, คนที่หกทำหัวเข็มกลัด, และคนที่เจ็ดก็เก็บปลายแหลมๆเข้าไป, และคนงานคนสุดท้ายเอาเข็มกลัดจัดลงกล่อง
 
ไอเดียการแบ่งงานไปด้วยดี และยังเรียบง่าย!
ด้วยขั้นตอนจัดระเบียบในแบบนี้ พวกเราสามาถรผลิตเข็มกลัดร้อยกว่าอันต่อวัน และทำให้ได้เงินเยอะขึ้น
 
คนงานทุกคนได้รับงานที่ไม่เยอะเกินและเรียบง่าย ที่สามาถรทำซ้ำๆได้เหมือนกับเครื่องจักร
 
หลายปีต่อมา หลังจากพ่อของผมได้รับช่วงต่อสิ่งที่ได้หลายเป็นโรงงานเข็มกลัดแล้ว นักวิศวิศวกรอังกฤษคนนึงได้สร้างเครื่องจักรผลิตเข็มกลัดโดยอัตโนมัติขึ้นมา
ตอนนี้เราไม่ต้องการคนงานมากกว่าสองคนแล้ว คนนึงเอาลวดใส่เข้าไปในเครื่อง, และคนกลุ่มที่สองก็เอาเข็มกลัดลงกล่อง
เครื่องจักรได้ทำเข็มกลัด 10,0000 อันต่อวัน!
คนงานที่เหลือได้ถูกส่งออกไป และพ่อของผมก็ได้เก็บแค่คนที่ยอมรับค่าจ้างที่ต่ำสุด
 
คนงานทุกคนไม่มีความสุขกับการทำงานที่เรียบง่ายมากๆและซ้ำๆ ทุกคนสามาถรโดนถอดถอนได้ทุกเมื่อ: ทุกคนสามาถรทำงานของเขาได้, ทุกคนสามาถรโดนแทนที่, หลายคนกำลังรอหน้าโรงงานเพื่อที่จะรับงาน ตั้งแต่เครื่องจักรได้แทนที่คน
ทุกคนจะโชว์ความสามาถรของตัวเอง เมื่อมีการรับสมัครคนงาน เงินคือสิ่งที่ชักชวนคุณ คุณถึงเต็มใจที่จะทำงานมากกว่าคนงานคนอื่นๆที่อยากได้งานเหมือนกัน!
 
"แต่ท่าน ผอ."คนงานได้พูดขึ้น"มันเป็นไปไม่ได้เหรอที่จะจ้างพนักงานในราคาสูงขึ้น? หรืออย่างน้อยก็ปล่อยให้พวกเขาได้พักสักหน่อย ถ้าตามที่ฉันได้พูดมาคือการทำงานที่นี่มันทรหดเกินไป!"
 
เพื่อนรัก มันไม่ใช่ฉันที่กำหนดค่าจ้างหรือเวลาการทำงานของคุณ แต่คุณต่างหาก! สำหรับฉัน ฉันก็เป็นแค่เจ้าของโรงงาน เจ้าของของทุกอย่างในโรงงานนี้
คุณมาหาผมเพื่อมาเป็นแรงงานของผม,แรงกายของคุณ
เหมือนกันทุกคนในตลาด ผมซื้อทาสที่ขายตัวเองในราคาที่ต่ำที่สุด เรื่องนี้มันปกติ! เวลาคุณซื้อแอปเปิลคุณก็ซื้ออันที่ถูกที่สุดจริงไหม? เหมือนกับผมและแรงกายของคุณ!
 
ถ้าคุณไม่พอใจ คุณก็ออกไปข้างนอกประตูนี้เลย
มีอีกหลายคนที่รออยู่ข้างนอกประตูนี้ คนงานที่อยากจะทำงานนี้ และบางทีอาจจะอยากมากกว่าคุณก็ได้?
 
คุณคิดยังไงกับเรื่องทั้งหมดนี้? ฉันว่าเราฟังมามากพอแล้ว: ตลาดคือที่ที่ คนงาน,คนผลิต ต้องขายแรงของพวกเขาในราคาที่ต่ำสุดให้กับคนที่เป็นเจ้าของสำคัญในการทำทุกอย่างที่นี่ นั้นคือที่มาของสินค้า
ตลาดนั้นไม่ใช่นักมายากลแต่สามาถรอธิบายโหมดของการผลิตได้
โหมดที่คนงานเป็นสินค้า, โหมดที่คนที่ได้ค่าจ้างน้อยสุด-ในการให้ราคา ได้ทำงานเยอะสุด, หมายถึงคนที่เสนอเวลาทำงานเยอะสุดเพื่อค่าจ้างที่น้อยสุด, และยอมให้เจ้าของโรงงานได้ผลประโยชน์มากขึ้น!
เพราะงั้นเรารีบไปช่วยเหล่าคนงานที่โดนเอาเปรียบนี่กันเถอะ!
ตอนนี้ต้องสวมผ้าใบกลับแล้วแกล้งทำเป็นผีแล้ว
 
อ้ากกกก ช่วยด้วย ช่วยด้วยวิญญาณของ Marx มหลอกฉัน! ไป ไปให้พ้นเจ้าคอมมิวนิสต์!
 
"เอาล่ะ เอาล่ะ คุณนายทุน, อย่าทำเป็นคนดีโดยการช่วยเหลือเหล่าคนงานที่น่าสงสารนี่ไปหน่อยเลย
จริงๆแล้วฉันมาเพื่อช่วยคุณออกจากระบบนี้ที่ไม่สามาถรอยู่ได้ตลอดไปนะ!
คุณรู้ดีอยู่แล้วว่าสักวันคนงานที่หิวโหยและโกรธจะมาหาคุณแน่ๆ
และหากวันนั้นมาถึงตอนนั้นฉันคงไม่อยากเป็นคุณมากกว่าอะไรในโลก...หยุดหลบอยู่ข้างหลังสิ่งที่ชั่วร้ายและฉลาดที่เรียกว่าตลาดได้แล้ว
คุณเห็นชัดมากแล้วว่าตลาดนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนเลยนอกจากสัญญาจ้างที่ไม่ยุติธรรมนี้ ที่คุณพยายามทำให้คนงานเซ็น"
 
แต่ถ้าเขายอมรับมันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันเลยนี่!
 
"สิ่งที่คุณกำลังพูดนั้นทำให้ฉันตกใจมาก แต่ก็ไม่ได้ไม่ถูกทั้งหมด
คุณคนงานคุณต้องปฏิเสธสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรมนี่
มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว
ทุกที่จะต้องมีคนที่จนกว่าหรือคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย  และต้องการเงินจะมาเอาตำแหน่งของคุณไป และไม่ใช่แค่คนเดียว!"
 
"แต่, คุณผีคุณอยากให้ผมทำอะไร?"
 
"วิธีแก้ของฉันคือ, ค่อนข้างจะรุนแรง, สัญญาจ้างที่ไม่ยุติธรรมได้เริ่มจากทรัพย์สินส่วนตัวที่ไม่ยุติธรรม, บางคนมีทุกอย่าง, และคนอื่นๆไม่มี มีแต่แรงกายของพวกเขาเพื่อขาย, ฉันเสนอให้ยกเลิกระบบทรัพย์สินส่วนตัว!"
 
555 นายทุนหัวเราะขึ้น คุณไม่มีความรับผิดชอบเอาสะเลยเพื่อนยาก!
 
"ถ้าต้องรับผิดชอบหมายถึงยอมรับให้คนหลายๆคนโดนกดขี่โดยคนไม่กี่คน, ถ้าให้เป็นอย่างนั้นฉันขอเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบดีกว่า
แต่ฟังฉันทนดีกว่า: มันจะขึ้นอยู่กับชนชั้นกรรมชีพ, หมายถึงเหล่าคนงานที่ถูกกดขี่, เพื่อยกเลิกระบบทรัพย์สินส่วนตัวนี้
ครั้งหนึ่งระบบทรัพย์สินส่วนตัวได้ถูกยกเลิก, ทุกคนจะได้รับอิสระ, พวกเขาไม่ต้องขายเรงกายของพวกเขาในราคาที่ต่ำกว่าเดิม, เพื่อที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรด้วยค่าจ้างอันน้อยนิด!
คนงานทุกคนจะช่วยเหลือกันเพื่อให้คนงานทั้งหมดมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยที่ไม่มีการกดขี่คนอื่น, นี่คือผลรับ: จะไม่มีการได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว, ในมือของคนไม่กี่คน, จุดหมายของเราคือทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนจะต้องได้รับอาหารเพื่อเลี้ยงตัวเอง, มีหลังคาอยู่เหนือหัว, และได้รับการศึกษา - ทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยาก: คิดค้น, อ่าน, สร้าง, ตกปลา หรือ ล่าในตอนเช้า, ขนมปัง เนื้อในตอนบ่าย และ ฝึกปรัชญาในตอนเย็น, ทำเรื่องที่ชอบ!"
 
คุณนี่ช่างเพ้อฝันจริงๆ; มันเป็นไปไม่ได้!
นายทุนตอบ
 
"ผมเข้าใจคุณ"คนงานพูดขึ้น"และฉันจะลองเอาความคิดของคุณไปเสนอกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ, ที่เหมือนกับฉัน"
 
โอเคงั้นก็ไปเลย, ไปแลกเปลี่ยนความคิดของคุณ! นายทุนพึมพัมพร้อมกับรอยยิ้มที่ชั่วร้าย.
ในตอนนี้, ก็ยังคงมีคนที่มีความรับผิดชอบเหมือนกับฉันที่กำลังผลิตสินค้าในราคาถูกในแบบที่ทุกคนต้องการ...ในตอนที่คุณกำลังพูดเรื่องความเท่าเทียมกัน, ฉันก็ผลิตสินค้ามากมาย!
 
สินค้ามากมายแลกกับความเท่าเทียมกัน! แต่จะเอาสินค้าไปให้ใครกันล่ะ? ระวังคำพูดหน่อยนะคุณนายทุน" คนงานพูดขึ้น "คุณควรคิดให้ดีๆ, 'เพราะถ้าคุณเปลี่ยนความคิดช้าไป, มันจะไม่มีอะไรเหลือเพื่อที่จะคุ้มครองคุณยกเว้นขาทั้งสองข้างของคุณ...และคุณอาจต้องวิ่งเหมือนคนบ้า!"
 
โอเคถ้างั้น! ปล่อยนายทุนและคนงานไปก่อนและก้าวต่อไปกันเถอะ, ฉันเห็นว่าทุกอย่างกำลังคืบหน้า! แต่อย่าเพิ่งรีบฉลอง; การทำลายระบบค่านิยมนี้ของเราทั้งหมดจะต้องการแรงจากทุกคน!
เราไม่สามาถรแค่เปลี่ยนตำแหน่งกัน การกดขี่คนที่เคยกดขี่เราไม่ใช่แบบนั้น, แต่เราจะต้องไม่ให้มีใครโดนกดขี่อีก!
 
ฉันจะกลับมาในไม่ช้า, ฉันต้องจากกับคุณแล้วเพื่อนของฉัน, แต่อย่าลืมสัญญาของเราล่ะ: พวกเราต้อทำลายทุกอย่างที่ทำลายความเป็นมนุษย์ การทำให้อับอาย, การจับทาส, การทิ้งคนอื่น และ ดูถูก!
นี่คือภารกิจของเรา
เอาผ้าใบของนักทอผ้าแห่ง silesian ชิ้นนี้ไป:
มันจะทำให้คุณจำสัญญาของเราได้! ตอนนี้ฉันต้องไปแล้ว...Tschüss! ไว้เจอกันใหม่!
.
.
.
.
.
.
THE END