บทความ

Jo
เริ่มต้นทำ homeschool #4 เขียนแผน จดทะเบียน

by Jo on Apr 05, 2019

พอตัดสินใจแน่แล้ว เอาแน่แล้วกับ homeschool จะไม่ไปโรงเรียนละ ทีนี้พอถามหลายๆ คนเค้าก็บอกว่าต้อง "เขียนแผน" เพื่อไปขออนุญาตจัดการศึกษาโดยครอบครัว เขียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลยันม.6 ...เขียนทีละช่วงชั้นนะครับ อนุบาล ประถม มัธยม ไม่ใช่เขียนทีเดียวอนุบาลถึงม.6

ฟังแล้วยากมาก หลายคนจะท้อก็ตั้งแต่ตรงนี้ละ เขียนยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้เรียนมา ตัวอย่างก็ไม่มีให้ลอก

เริ่มต้นทำ homeschool #4

พอตัดสินใจแน่แล้ว เอาแน่แล้วกับ homeschool จะไม่ไปโรงเรียนละ ทีนี้พอถามหลายๆ คนเค้าก็บอกว่าต้อง "เขียนแผน" เพื่อไปขออนุญาตจัดการศึกษาโดยครอบครัว เขียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลยันม.6 ...เขียนทีละช่วงชั้นนะครับ อนุบาล ประถม มัธยม ไม่ใช่เขียนทีเดียวอนุบาลถึงม.6

ฟังแล้วยากมาก หลายคนจะท้อก็ตั้งแต่ตรงนี้ละ เขียนยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้เรียนมา ตัวอย่างก็ไม่มีให้ลอก

ไปถามที่เจ้าหน้าที่ ส่วนมากเขาก็จะยกเอาหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษามาให้ดู อันที่มี 8 สาระวิชา แล้วแยกเป็นมาตรฐานย่อยๆ แต่ละมาตรฐานก็มีตัวชี้วัด ...บางคนก็เอาอันนี้เลยก็ได้ ง่ายดี เจ้าหน้าที่ก็ชอบเพราะเข้าใจง่าย ไม่ต้องมาปวดหัวกับหลักสูตรประหลาดๆ ของแต่ละบ้าน

แต่ทีนี้ถ้ามาถามคนที่เคยทำบ้านเรียนมา หรือกำลังทำอยู่ ก็จะมีหลายๆ ท่าน หลายๆ บ้านมารวมกันเป็นเครือข่ายคอยช่วยเหลือคนใหม่ๆ ครับ ผู้ช่วยก็เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตากันไปเรื่อยๆ ตามจังหวะชีวิต เพราะส่วนมากก็เป็นอาสาสมัครส่งไม้ต่อกันมาเรื่อยๆ ...แนวนี้มักจะไม่ยอมให้เราลอกข้อสอบ หรือลอกหลักสูตรใคร แต่จะค่อยๆ แนะนำให้พ่อแม่บ้านเรียนเขียนหลักสูตรตามแนวทางความเชื่อหรือบริบทของครอบครัวแต่ละบ้านเอง ก็มีสไตล์ของอาสาสมัครอาจมีแตกต่างกันไปบ้างแล้วแต่บุคคล หรืออารมณ์ดีบ้างเสียบ้างได้ครับ อันนี้ขอให้ช่วยกันเข้าใจนิดหนึ่ง เพราะส่วนมากก็ตั้งใจมาช่วย เพียงแต่บางครั้งก็อาจจะเหนื่อยบ้าง หรือบางทีการรับฟังปัญหาบ้านเรียนใหม่ๆ ซึ่งหลายบ้านมาด้วยปัญหาแบบวกไปวนมา ก็อาจมีอารมณ์เสียเล็กๆ กันบ้าง ก็หวังว่าจะเข้าใจกัน

หลักสูตร ก็คือเริ่มจากความเชื่อของเราในการจัดการศึกษา ผนวกกับกิจกรรมที่เราทำหรือตั้งใจจะทำครับ เป็นโครงร่างคร่าวๆ ของแนวทางการจัดการศึกษา แต่เอาจริงก็ว่ากันไปตามจริง คือปีนี้เขียนว่าจะออกกำลังกายโดยไปวิ่งที่สนามกีฬาทุกวัน แต่เจอฝุ่นควันก็ไม่ควรต้องไปวิ่งทุกวันตามแผนที่ตั้งใจไว้ หรือทำๆ ไปกลางทางลูกเกิดเปลี่ยนแนว เราก็ปรับตัวไปตามสภาพจริงได้ครับ หรือบางคนมีแผนจะสอบเทียบระบบต่างประเทศ หรืออยากใช้หลักสูตรสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ก็ยกตรงนั้นมาประกอบแผนการศึกษาของเราได้เลย

พอมีแผนการเรียน ก็ต้องมีวิธีประเมินผล ก็ต้องเขียนไปในหลักสูตรด้วยว่าจะประเมินผลอย่างไร บางคนชอบสอบ ก็เขียนว่าประเมินผลด้วยการทำข้อสอบ หรือประเมินผลด้วยการเก็บร่องรอย รูปภาพหรือบันทึก ร่วมกับการสัมภาษณ์ก็ได้ ถ้าประเมินด้วยข้อสอบ เราก็ทำข้อสอบเองมาสอบลูกตัวเอง แล้วก็เก็บเป็นหลักฐานไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจตอนสิ้นปีการศึกษา ถ้าไม่สอบก็เอาร่องรอยหรือหลักฐานการประเมินที่เราระบุไว้ไปส่งเค้า

มีคนสงสัยว่าพ่อแม่ประเมินเอง หรือออกข้อสอบเองทำสอบเอง แล้วจะเชื่อถือได้อย่างไร หรือจะออกเกรดเท่าไรก็ได้สิ ...จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ วัตถุประสงค์ของการประเมินเพื่อวัดผลการเรียนรู้และนำไปพัฒนาต่อ ไม่ใช่เพื่อเอาคะแนนมาอวดกัน ดังนั้นตรงนี้เหมือนไม่มีใครบังคับ แต่การประเมินตามที่เกิดขึ้นจริงก็เป็นผลดีต่อตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น ตอนเขียนจะเขียนอย่างไรก็ได้ หลอกคนอื่นได้แต่หลอกตัวเองไม่ได้ และการไม่ประเมินผู้เรียนตามความเป็นจริง ผลเสียก็ตกอยู่กับตัวเด็ก กับผู้เรียน กับลูกของเราเอง

พอได้แผนกับวิธีประเมิน ก็เอาไปให้เจ้าหน้าที่ที่รับจดทะเบียน (ฝ่ายส่งเสริมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน) ดูครับ ปกติเค้าก็จะส่งต่อไปให้ศึกษานิเทศก์เป็นคนดูและตรวจแผน ซึ่งศึกษานิเทศก์อาจให้คำแนะนำ (ตามความเห็นของเขา) หรือช่วยปรับแก้แผนให้เราด้วย ตรงนี้ก็ต้องปรึกษาคุยกันให้ดี เพราะบางทีเรากับเขาอาจความเห็นไม่ตรงกัน ...แต่ยังไงมันก็จะทำจนออกมาได้ครับ ปกติแผนก็ไม่ต้องยาวมากก็ได้ 2-3 หน้ากระดาษก็พอได้อยู่ ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาตามกฎหมายไม่เกิน 30 วัน แต่อาจมีเลทๆ กันบ้างแต่ก็ไม่ค่อยเกิน 60 วัน (จริงๆ ถ้านานเกิน เราฟ้องศาลได้ครับ เพราะตามกฎหมายฝ่ายรัฐต้องอนุมัตให้เสร็จภายใน 30 วัน)

พอสำนักงานเขตการศึกษาอนุมัต ออกจดหมายให้เราจัดการศึกษาโดยครอบครัวได้ ก็จะจบขั้นตอนตามกฎหมายครับ แต่ระหว่างที่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จ จริงๆ เด็กๆ เค้าก็ไม่ได้หยุดโตหรือหยุดเรียนรู้ เค้าก็เติบโต เรียนรู้ไปทุกวันตามปกติได้ครับ การเรียนรู้ หรือการเจริญเติบโต ไม่ได้ขึ้นกับกฎหมาย ไม่มีกฎหมายห้ามเด็กเติบโต

อ้อ..การจดทะเบียนนี้เพื่อให้เราสามารถจัดการเรียนรู้โดยได้รับวุฒิการศึกษาตามระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานครับ คืออนุบาลจนถึงม.6 และได้รับสิทธิที่พึงได้ต่างๆ ตามกฎหมาย เช่นสิทธิในการรับเงินสนับสนุนการศึกษา สิทธิในการสอบโอเน็ต สิทธิในการเรียนรด. หรืออื่นๆ รวมถึงจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องวุฒิการศึกษาด้วย เพราะจะมีวุฒิตามปีไปเลย

ต้นฉบับ https://www.facebook.com/HomeUnschool/posts/2383571751694253

Posted in เรื่องเล่าโฮมสคูล

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง